เอ็กโก กรุ๊ป ประกาศผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก ปี 2554 กำไรสุทธิ 2,973 ล้านบาท
  16 สิงหาคม 2554
   
   
 

ไตรมาส 2 เติบโตกว่าไตรมาส 1 ร้อยละ 43 เตรียม COD โรงไฟฟ้าลพบุรี โซลาร์ 1 พ.ย. นี้  พร้อมลุยพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ

นายวินิจ แตงน้อย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยในงานแถลงข่าวผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2554 ว่า ผลการดำเนินงานโดยภาพรวมเป็นไปตามเป้าหมาย โดยผลประกอบการในไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ผลกำไรจากกิจการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเคซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 ใน สปป.ลาว และหากเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2554 กับช่วงเดียวกันของปี 2553 มีกำไรสุทธิลดลงร้อยละ 32 สาเหตุหลักมาจากรายได้ค่าไฟที่ลดลงของโรงไฟฟ้าขนอมและบีแอลซีพี รวมถึงต้นทุนการขายที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าระยอง เนื่องจากการซ่อมบำรุงรักษาหลัก

ขณะที่ความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กหรือเอสพีพี ซึ่งประกอบด้วยโครงการ TJ Cogen, TP Cogen และ SK Cogen กำลังการผลิตติดตั้งโครงการละ 125 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการเตรียมการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการละ 90 เมกะวัตต์ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การคัดเลือกและจัดจ้างบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า ตลอดจนการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำกับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม

โครงการลพบุรี โซลาร์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบฟิล์มบาง หรือ Thin Film Solar Cell ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังการผลิต 55 เมกะวัตต์ ได้พัฒนาแล้วเสร็จกว่าร้อยละ 74.5 ซึ่งดีกว่าแผนงานที่กำหนดไว้ และคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ตามเป้าหมาย สำหรับส่วนขยาย 8 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการคัดเลือกผู้รับเหมางานก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมทุนในการพัฒนาโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์ รวมกำลังการผลิตกว่า 300 เมกะวัตต์

ด้านโครงการเจรจาต่อสัญญาโรงไฟฟ้าระยอง เอ็กโก กรุ๊ป ได้ยื่นข้อเสนอให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้ว เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อขอต่ออายุสัญญาออกไปอีก 5 ปี จากสัญญาเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2557 โดยเอ็กโก กรุ๊ป คาดหวังว่าด้วยศักยภาพของโรงไฟฟ้าระยองและราคาที่แข่งขันได้กับโรงไฟฟ้าไอพีพีปัจจุบัน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้โรงไฟฟ้าระยองได้มีโอกาสรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นต่อไป สำหรับโครงการลงทุนในต่างประเทศ ขณะนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งได้แก่เคซอน พาวเวอร์และโคแนล โฮลดิงส์ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ด้วย 

“เอ็กโก กรุ๊ป เชื่อมั่นว่าจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ประกอบกับการบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ และการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้จะสามารถนำไปสู่เป้าหมายในการรักษาระดับกำไรไม่ต่ำกว่า 5,000 - 6,000 ล้านบาทระหว่างปี 2554 - 2558 โดยปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 5,048.9 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศที่เดินเครื่องแล้ว 14 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 5 แห่ง” นายวินิจ กล่าวสรุป 

ด้านนายปิยะ เจตะสานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบริการองค์กร เอ็กโก กรุ๊ป สรุปผลการดำเนินงานทางด้านการเงิน 6 เดือนแรกของปี 2554 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มิถุนายน 2554 มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,749.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 525.21 ล้านบาท หรือร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปีเดียวกัน ขณะที่ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรก ปี 2554 มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 2,973 ล้านบาท ลดลง 1,381 ล้านบาท หรือร้อยละ 32  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2553 ซึ่งคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 5.65 บาท ทั้งนี้ เป็นผลมาจากรายได้ค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนอมและบีแอลซีพีลดลง จากอัตราค่าไฟที่ลดลง ซึ่งเป็นไปตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ประมาณการไว้แล้ว อีกทั้งโรงไฟฟ้าระยองมีค่าบำรุงรักษาหลัก

ปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีสินทรัพย์รวม จำนวน 70,866 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,826 ล้านบาท หรือร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2553 โดยมีหนี้สินรวม จำนวน 14,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2553 จำนวน 2,316 ล้านบาท หรือร้อยละ 20 และมีเงินสดและรายการเทียบเท่าคงเหลือ จำนวน 5,294 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2553 จำนวน 2,455 ล้านบาท ทั้งนี้ มีอัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็วอยู่ที่ 6.64 เท่า เทียบกับสิ้นปี 2553 ซึ่งเท่ากับ 5.59 เท่า ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เท่ากับ 0.25 เท่า สูงกว่าสิ้นปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 0.21 เท่า

"จากผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นว่า เอ็กโก กรุ๊ป ยังมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง และมีความสามารถในการรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลได้ตามนโยบายที่ประกาศไว้" นายปิยะกล่าว